ทุกปลายปีมนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์จำนวนมากเริ่มค้นหากองทุนลดหย่อนภาษี แต่ปี 2569 มีเงื่อนไขเปลี่ยนไปจากที่หลายคนคุ้นเคย SSF ไม่ให้สิทธิลดหย่อนสำหรับเงินลงทุนใหม่แล้ว ส่วน Thai ESG ก็เป็นปีสุดท้ายที่ใช้เกณฑ์พิเศษ 300,000 บาท บทความนี้สรุปทุกเกณฑ์ที่ต้องรู้ พร้อมวิธีคำนวณว่าควรซื้อเท่าไรจึงคุ้ม
คำตอบสั้น: ปีภาษี 2569 กองทุนที่ใช้ลดหย่อนได้คือ RMF (ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และรวมกลุ่มเกษียณไม่เกิน 500,000 บาท) และ Thai ESG หรือ ThaiESGX (ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท แยกจากเพดาน 500,000 บาท) ส่วน SSF สิ้นสุดสิทธิลดหย่อนสำหรับการซื้อหลังปี 2567 ก่อนซื้อควรคำนวณเงินได้สุทธิและฐานภาษีของตัวเองก่อน เพราะภาษีที่ประหยัดได้เท่ากับเงินที่ซื้อคูณกับอัตราภาษีสูงสุดที่คุณเสียอยู่ ไม่ใช่ได้คืนเท่ากับเงินที่ซื้อ
วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ก่อนเลือกกองทุน ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่ฐานภาษีไหน สูตรพื้นฐานคือ
เงินได้ทั้งปี ลบ ค่าใช้จ่าย ลบ ค่าลดหย่อน เท่ากับ เงินได้สุทธิ จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคิดตามอัตราก้าวหน้า
ขั้นตอนที่ 1 หักค่าใช้จ่าย
- เงินเดือนและค่าจ้าง (เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ 40(2)) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
- ฟรีแลนซ์ประเภทอื่น เช่น วิชาชีพอิสระ หรือรับเหมา มีอัตราหักค่าใช้จ่ายต่างกัน ควรเช็กประเภทเงินได้ของตัวเองก่อน
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าลดหย่อน
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ทุกคนได้อัตโนมัติ
- เงินสมทบประกันสังคมตามที่จ่ายจริง
- ค่าลดหย่อนอื่นที่มีสิทธิ เช่น คู่สมรส บุตร พ่อแม่ ประกัน กองทุน และดอกเบี้ยบ้าน
ขั้นตอนที่ 3 คิดภาษีตามอัตราก้าวหน้า
|
เงินได้สุทธิ (บาท) |
อัตราภาษี |
|---|---|
|
0 ถึง 150,000 |
ยกเว้น |
|
150,001 ถึง 300,000 |
5% |
|
300,001 ถึง 500,000 |
10% |
|
500,001 ถึง 750,000 |
15% |
|
750,001 ถึง 1,000,000 |
20% |
|
1,000,001 ถึง 2,000,000 |
25% |
|
2,000,001 ถึง 5,000,000 |
30% |
|
เกิน 5,000,000 |
35% |
อัตราก้าวหน้าคิดเฉพาะส่วนที่เกินแต่ละขั้น ไม่ได้คิดอัตราสูงสุดกับเงินทั้งก้อน อัตราขั้นสูงสุดที่คุณเสียอยู่คือตัวบอกว่าเงินลดหย่อนทุก 100 บาทช่วยประหยัดภาษีได้กี่บาท
ตัวอย่างคำนวณ เงินเดือน 50,000 บาท
- เงินได้ทั้งปี 600,000 บาท
- หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันสังคม 9,000 บาท
- เงินได้สุทธิ 431,000 บาท เสียภาษี 20,600 บาท อัตราขั้นสูงสุดคือ 10%
ซื้อกองทุนลดหย่อนแล้วประหยัดภาษีได้เท่าไหร่
|
เงินได้ต่อปี |
ซื้อกองทุน |
ภาษีที่ต้องจ่าย |
ประหยัดได้ |
|---|---|---|---|
|
600,000 |
0 |
20,600 |
0 |
|
600,000 |
60,000 |
14,600 |
6,000 |
|
600,000 |
120,000 |
8,600 |
12,000 |
|
600,000 |
180,000 |
5,050 |
15,550 |
|
1,200,000 |
0 |
122,750 |
0 |
|
1,200,000 |
60,000 |
109,200 |
13,550 |
|
1,200,000 |
120,000 |
97,200 |
25,550 |
|
1,200,000 |
180,000 |
85,200 |
37,550 |
ตัวเลขคำนวณจากค่าลดหย่อนพื้นฐาน 3 รายการข้างบนเท่านั้น จะเห็นว่าคนรายได้ 600,000 บาท ซื้อกองทุน 180,000 บาทแต่ประหยัดภาษีได้เพียง 15,550 บาท เพราะเงินได้สุทธิลดลงมาอยู่ในขั้น 5% แล้ว ส่วนคนรายได้ 1,200,000 บาทประหยัดได้มากกว่าเพราะอยู่ในขั้น 20% ถึง 25%
เกณฑ์กองทุนลดหย่อนภาษี SSF RMF Thai ESG ปี 2569
|
กองทุน |
วงเงินสูงสุด |
ถือครองขั้นต่ำ |
สถานะปี 2569 |
|---|---|---|---|
|
SSF |
ไม่มีสิทธิใหม่ |
10 ปี (ของเดิม) |
สิ้นสุดหลังปี 2567 |
|
RMF |
30% ของเงินได้ |
5 ปี และอายุ 55 ปี |
ใช้ได้ปกติ |
|
Thai ESG |
30% ไม่เกิน 300,000 |
5 ปี |
ปีสุดท้ายของเกณฑ์พิเศษ |
|
ThaiESGX |
ใช้วงเดียวกับ Thai ESG |
5 ปี |
เงินใหม่รวมวงเดียวกัน |
SSF (Super Savings Fund)
- สิทธิลดหย่อนภาษีใช้กับการซื้อในปี 2563 ถึง 2567 เท่านั้น การซื้อในปี 2569 จึงใช้ลดหย่อนไม่ได้
- คนที่ถือ SSF เดิมอยู่ต้องถือให้ครบ 10 ปีนับจากวันซื้อ ถ้าขายก่อนกำหนดต้องคืนภาษีที่เคยได้ลดหย่อน
- หลาย บลจ. ยังเปิดขาย SSF อยู่ แต่เป็นการลงทุนธรรมดาที่ไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่าซื้อเพราะเข้าใจผิด
RMF (Retirement Mutual Fund)
- ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกลุ่มเกษียณแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- ต้องถืออย่างน้อย 5 ปี และขายคืนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- ต้องลงทุนต่อเนื่อง ห้ามเว้นการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกัน
- เหมาะกับคนที่ตั้งใจเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณจริง เพราะคนอายุน้อยอาจต้องถือยาวหลายสิบปี
Thai ESG (Thailand ESG Fund)
- ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 300,000 บาท แยกจากเพดานกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท
- ถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ซื้อ สำหรับการลงทุนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567
- ไม่ต้องซื้อทุกปี ซื้อปีไหนก็ใช้สิทธิปีนั้น
- นโยบายลงทุนในหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยที่เน้นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance หรือ ESG) ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
- SET Investnow รายงานเมื่อ 7 ก.ค. 2569 ว่าปี 2569 เป็นปีสุดท้ายของเกณฑ์ 300,000 บาทและถือ 5 ปี ก่อนกลับไปใช้เงื่อนไขเดิม ถ้าตั้งใจใช้สิทธิเต็มวงเงิน ควรซื้อให้ทันภายในปีนี้
ThaiESGX
- เปิดให้ผู้ถือกองทุนรวมทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (LTF) สับเปลี่ยนมาได้ในปี 2568 และรับเงินลงทุนใหม่ด้วย
- ตามที่ บลจ. กสิกรไทยระบุ ตั้งแต่ปี 2569 เงินลงทุนใหม่ใน ThaiESGX ใช้วงเงินเดียวกับ Thai ESG ไม่ได้เพิ่มสิทธิแยกอีก 300,000 บาทเหมือนปี 2568
- ส่วนเงิน LTF ที่สับเปลี่ยนมาเกิน 300,000 บาท ทยอยลดหย่อนได้ปีละไม่เกิน 50,000 บาทในปี 2569 ถึง 2572
เพดานกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท นับอะไรบ้าง
- RMF
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ
Thai ESG และ ThaiESGX ไม่นับรวมในเพดานนี้ คนที่ใช้เต็มกลุ่มเกษียณแล้วจึงยังมีช่องให้ลดหย่อนเพิ่มได้
เปรียบเทียบกองทุน RMF และ Thai ESG
|
หัวข้อ |
RMF |
Thai ESG |
|---|---|---|
|
วงเงินลดหย่อน |
30% รวมกลุ่มไม่เกิน 500,000 |
30% ไม่เกิน 300,000 |
|
ถือครอง |
5 ปีและอายุ 55 ปี |
5 ปี |
|
ซื้อต่อเนื่อง |
ห้ามเว้นเกิน 1 ปี |
ไม่บังคับ |
|
สินทรัพย์ที่ลงทุน |
หลากหลาย ไทยและต่างประเทศ |
หุ้นและตราสารหนี้ไทย |
จุดเด่นและข้อจำกัดของ RMF
- เลือกลงทุนได้หลากหลาย ตั้งแต่ตลาดเงิน ตราสารหนี้ หุ้นต่างประเทศ จนถึงอสังหาริมทรัพย์ ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี
- เงินถูกล็อกไว้จนอายุ 55 ปี คนอายุ 30 ปีจะต้องถือยาวประมาณ 25 ปี
- ต้องมีวินัยซื้อต่อเนื่อง ถ้ารายได้ไม่แน่นอนควรซื้อจำนวนน้อยที่รักษาได้ทุกปี
จุดเด่นและข้อจำกัดของ Thai ESG
- ถือเพียง 5 ปีและไม่ต้องซื้อทุกปี คล่องตัวกว่า RMF มากสำหรับคนอายุน้อย
- วงเงินแยกจากเพดาน 500,000 บาท เหมาะกับคนรายได้สูงที่ใช้สิทธิกลุ่มเกษียณเต็มแล้ว
- ลงทุนกระจุกตัวในตลาดไทย ถ้าหุ้นไทยซบเซาตลอด 5 ปี กำไรส่วนที่ได้จากภาษีอาจถูกกินไปด้วยผลขาดทุน
เลือกอะไรดี ตามสถานการณ์
- อายุน้อย อยากได้เงินคืนเร็ว: Thai ESG เพราะถือ 5 ปีแล้วขายได้
- อายุ 50 ปีขึ้นไป: RMF เพราะถือครบ 5 ปีก็ใกล้อายุ 55 ปีพอดี และเลือกสินทรัพย์เสี่ยงต่ำได้
- รายได้สูง อยากลดหย่อนได้มากที่สุด: ใช้ทั้งคู่ เพราะเพดานแยกกัน
- มี PVD อยู่แล้ว: เช็กก่อนว่าเงินสะสมที่หักเข้า PVD ใช้เพดาน 500,000 บาทไปเท่าไร แล้วค่อยเติม RMF เท่าที่เหลือ
เทคนิควางแผนภาษีมนุษย์เงินเดือน
กองทุนลดหย่อนภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ควรใช้สิทธิที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้ครบก่อน แล้วค่อยเติมกองทุนให้พอดีกับฐานภาษี
ค่าลดหย่อนหลักที่มนุษย์เงินเดือนมักใช้
|
รายการ |
วงเงินสูงสุด (บาท) |
|---|---|
|
ส่วนตัว |
60,000 |
|
คู่สมรสไม่มีเงินได้ |
60,000 |
|
บิดามารดา |
30,000 ต่อคน |
|
ประกันสังคม มาตรา 33 |
ตามจริง |
|
ประกันชีวิตและสุขภาพรวมกัน |
100,000 |
|
ประกันสุขภาพตัวเอง |
25,000 |
|
ประกันสุขภาพบิดามารดา |
15,000 |
|
ดอกเบี้ยบ้าน |
100,000 |
|
กลุ่มเกษียณรวมกัน |
500,000 |
|
Thai ESG |
300,000 |
เทคนิคที่ 1 ใช้สิทธิครอบครัวให้ครบ
- ค่าลดหย่อนบิดามารดาใช้ได้เมื่อพ่อแม่อายุ 60 ปีขึ้นไปและมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี พี่น้องควรตกลงกันว่าใครใช้สิทธิ เพราะใช้ได้เพียงคนเดียว คนที่อยู่ฐานภาษีสูงกว่าจะประหยัดได้มากกว่า
- ประกันสุขภาพพ่อแม่ก็ใช้เกณฑ์รายได้เดียวกัน และช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้จริง
เทคนิคที่ 2 เช็กฐานภาษีช่วงกลางปี
- เอาสลิปเงินเดือนและโบนัสที่คาดว่าจะได้มาคำนวณเงินได้ทั้งปีตั้งแต่เดือนมิถุนายน
- ตั้งเป้าซื้อกองทุนให้เงินได้สุทธิลดลงมาอยู่ขั้นภาษีถัดไปพอดี เกินกว่านั้นผลประหยัดต่อบาทจะลดลง
- ทยอยซื้อทุกเดือนแทนการซื้อก้อนเดียวปลายปี ช่วยเฉลี่ยต้นทุนและไม่กระทบเงินสดช่วงธันวาคม
เทคนิคที่ 3 เก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นปี
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (บัตร 50 ทวิ) จากนายจ้าง
- หนังสือรับรองการซื้อกองทุน และยินยอมให้ บลจ. ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
- หนังสือรับรองดอกเบี้ยบ้านและเบี้ยประกัน
- ตามที่เมืองไทยประกันชีวิตสรุปไว้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 การบริจาคให้วัด มูลนิธิ และสมาคมต้องผ่านระบบ e Donation จึงจะใช้ลดหย่อนได้
เทคนิคที่ 4 ติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- มาตรการ Easy E Receipt เคยให้ลดหย่อนได้สูงสุด 50,000 บาทในปีภาษี 2568 สำหรับปีภาษี 2569 ณ ต้นเดือนตุลาคมยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ
- อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็นเพียงเพื่อลดหย่อน เพราะภาษีที่ประหยัดได้เป็นเพียงส่วนน้อยของเงินที่จ่ายออกไป
วางแผนภาษีเพื่อต่อยอดความมั่งคั่ง
ภาษีที่ประหยัดได้เป็นแค่โบนัส สิ่งที่กำหนดความมั่งคั่งจริงคือผลตอบแทนของเงินก้อนนั้นตลอดหลายปี กองทุนที่ขาดทุน 10% อาจลบภาษีที่ประหยัดได้หมด
เลือกกองทุนให้เหมาะกับระยะเวลา
- เงินที่ต้องถือ 20 ปีขึ้นไปใน RMF รับความผันผวนของกองทุนหุ้นได้มากกว่า
- เงินที่ใกล้ครบกำหนดขายหรือใกล้เกษียณ ควรค่อยๆ ย้ายไปกองทุนตราสารหนี้หรือผสมที่เสี่ยงต่ำลง
- ดูค่าธรรมเนียมการจัดการและอัตราค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio หรือ TER) เพราะต่างกัน 1% ต่อปีก็มีผลมากในระยะยาว
นำเงินภาษีที่ได้คืนไปลงทุนต่อ
- เงินภาษีคืนมักหายไปกับค่าใช้จ่ายประจำวัน ถ้านำไปเติมเงินสำรองฉุกเฉินหรือลงทุนต่อ จะกลายเป็นเงินทำงานทับต้น
- ตัวอย่างเช่น คนที่ได้ภาษีคืนปีละ 12,000 บาท แล้วนำไปลงทุนทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ที่ผลตอบแทนสมมติ 5% ต่อปี จะมีเงินประมาณ 150,000 บาทจากเงินต้น 120,000 บาท
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ซื้อเกินสิทธิ: ส่วนที่เกินไม่ได้ลดหย่อน แต่ยังต้องถือตามเงื่อนไข และกำไรส่วนที่เกินต้องเสียภาษีเมื่อขาย
- ขายก่อนครบกำหนด: ต้องคืนภาษีที่เคยลดหย่อน และตามที่ บลจ. กสิกรไทยระบุ หากคืนล่าช้าต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
- ซื้อเพราะภาษีอย่างเดียว: ถ้าเงินสำรองฉุกเฉินยังไม่พอ หรือมีหนี้ดอกเบี้ยสูง การล็อกเงินไว้ 5 ปีขึ้นไปอาจทำให้เดือดร้อนกว่าภาษีที่ประหยัดได้
- ลืมนับเพดานรวม: คนที่มี PVD และประกันบำนาญอยู่แล้วอาจซื้อ RMF เกินเพดาน 500,000 บาทโดยไม่รู้ตัว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปี 2569 ยังซื้อ SSF ลดหย่อนภาษีได้ไหม
ไม่ได้ สิทธิลดหย่อนของ SSF ใช้กับการซื้อถึงสิ้นปี 2567 เท่านั้น ปีนี้เลือกได้ระหว่าง RMF และ Thai ESG หรือ ThaiESGX
ซื้อ Thai ESG และ RMF พร้อมกันได้ไหม
ได้ เพราะเพดานแยกกัน RMF อยู่ในกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท ส่วน Thai ESG มีวงเงินของตัวเอง 300,000 บาท แต่แต่ละตัวต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้
ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีได้ถึงเมื่อไร
ต้องซื้อให้ทันภายในปีภาษี คือภายใน 31 ธ.ค. 2569 แต่แต่ละ บลจ. มักปิดรับคำสั่งซื้อก่อนวันทำการสุดท้ายของปี ควรเช็กเวลาตัดรอบก่อน
ฟรีแลนซ์ซื้อกองทุนลดหย่อนได้ไหม
ได้ เกณฑ์คิดจากเงินได้พึงประเมินทุกประเภท ฟรีแลนซ์ที่รายได้ไม่แน่นอนอาจเหมาะกับ Thai ESG มากกว่า เพราะไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี
ถ้าไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ควรซื้อไหม
ไม่จำเป็น ถ้าเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท การซื้อกองทุนลดหย่อนไม่ช่วยประหยัดภาษีเพิ่ม แต่กลับทำให้เงินถูกล็อกไว้ตามเงื่อนไข อาจเลือกลงทุนในกองทุนทั่วไปที่คล่องตัวกว่า
Checklist วางแผนลดหย่อนภาษีปี 2569
- ประมาณเงินได้ทั้งปีรวมโบนัสแล้ว
- คำนวณเงินได้สุทธิและรู้ฐานภาษีขั้นสูงสุดของตัวเอง
- ใช้สิทธิครอบครัวและประกันที่มีอยู่แล้วครบ
- เช็กยอด PVD และประกันบำนาญก่อนซื้อ RMF
- ตัดสินใจว่าจะใช้ Thai ESG ปีสุดท้ายของเกณฑ์ 300,000 บาทหรือไม่
- เทียบค่าธรรมเนียมและนโยบายการลงทุนก่อนเลือกกองทุน
- ส่งคำสั่งซื้อก่อนเวลาตัดรอบปลายปี
- ยินยอมให้ บลจ. ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
- จดวันครบกำหนดถือครองของแต่ละกองทุน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- บลจ. กสิกรไทย, เงื่อนไขการลงทุนกองทุน Thai ESG / Thai ESGX: kasikornasset.com
- SET Investnow, Thai ESG เงื่อนไขพิเศษ ลดหย่อน 300,000 ปีสุดท้าย (7 ก.ค. 2569): setinvestnow.com
- กรุงศรี, ลดหย่อนภาษี 2569 (6 ม.ค. 2569): krungsri.com
- เมืองไทยประกันชีวิต, รายการลดหย่อนภาษีของปี 2569 (20 ส.ค. 2569): muangthai.co.th
- บลจ. กสิกรไทย, รับมืออย่างไรในวันที่ไม่มี SSF: kasikornasset.com
คำเตือน
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการวางแผนภาษี ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำปรึกษาภาษีเฉพาะบุคคล เกณฑ์ภาษีอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมสรรพากรและมติคณะรัฐมนตรี ตัวเลขภาษีในบทความเป็นตัวอย่างคำนวณเท่านั้น การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาหนังสือชี้ชวนและคู่มือสิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน

เสธ.การเงิน คือนามปากกาของอดีตข้าราชการและนักวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ ผู้มีมุมมองว่าหลักการสร้างความมั่นคงของชาติกับการบริหารความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคลนั้นขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์เดียวกัน เขาจึงก่อตั้ง Wealth4Freedom ขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ กลยุทธ์การวางแผนการเงิน และการลงทุนที่รัดกุม แม่นยำ เปรียบเสมือนการวางแผนรบในสมรภูมิเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ทุกคนบริหารจัดการทรัพยากร ปลดพันธนาการหนี้สิน และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างยั่งยืน