สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย 2569 โครงสร้างหนี้ สัญญาณเตือน จุดเปราะบางคนทำงาน

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย 2569 ดูเผิน ๆ เหมือนจะดีขึ้น เพราะสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี แต่ถ้ามองลึกลงไปในโครงสร้างหนี้ คุณภาพหนี้ และภาระผ่อนต่อเดือนของคนทำงาน จะพบว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังไม่ได้เบาลงจริง บทความนี้สรุปตัวเลขล่าสุดจากหน่วยงานหลักแบบตรงไปตรงมา อธิบายว่าหนี้ก้อนไหนกำลังส่งสัญญาณอันตราย และบอกวิธีเช็กตัวเองที่ทำได้ทันที

Table of Contents

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย 2569 ตัวเลขล่าสุดบอกอะไร

ยอดหนี้รวมและสัดส่วนต่อ GDP

ข้อมูลล่าสุดมาจากรายงานภาวะสังคมไทยของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่ง ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. แถลงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2569 หนี้ครัวเรือนมียอดรวม 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราวครึ่งเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ทำให้สัดส่วนต่อ GDP ลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาสสองของปี 2563

ตัวเลขนี้ฟังดูเป็นข่าวดี แต่ต้องเข้าใจกลไกก่อน บทวิเคราะห์ของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ อธิบายว่าสัดส่วนที่ลดลงเกิดจากสองเรื่อง คือสถาบันการเงินปล่อยกู้รายย่อยเข้มงวดขึ้น และ Nominal GDP ซึ่งเป็นตัวหารโตเร็วกว่ายอดหนี้ จึงไม่ได้แปลว่าฐานะการเงินของครัวเรือนแข็งแรงขึ้นจริง พูดง่าย ๆ คือหนี้ไม่ได้ลด แต่ตัวหารใหญ่ขึ้น และคนจำนวนหนึ่งกู้ในระบบไม่ได้

ภาระหนี้ต่อครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภาพจากฝั่งครัวเรือนยิ่งชัด ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่ง ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 91.8% มีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568 แต่หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนขึ้นไปอยู่ที่ 794,945.49 บาท เพิ่มขึ้น 7.3% และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อปี 2552 ส่วนค่าผ่อนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 21,935 บาทต่อเดือน โตขึ้น 8.11%

ความหมายของตัวเลขชุดนี้คือ คนที่มีหนี้น้อยลงเล็กน้อย แต่คนที่ยังมีหนี้กลับแบกหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นและผ่อนหนักขึ้น หนี้กำลังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่เปราะบางอยู่แล้ว

โครงสร้างหนี้ครัวเรือนไทย หนี้ก้อนไหนโต ก้อนไหนหด

สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านโต สินเชื่อรถหดต่อเนื่อง

เมื่อแยกดูโครงสร้างหนี้ครัวเรือนไทยตามประเภทสินเชื่อ สศช. ระบุว่าสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 4.82% และสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 1.73% ต่างเร่งตัวขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดกัน ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนเกณฑ์ Loan to Value ขณะที่สินเชื่อยานยนต์หดตัว 7.51% ติดลบเป็นไตรมาสที่ 10

สินเชื่อรถที่หดตัวนานขนาดนี้ไม่ได้แปลว่าคนไม่อยากซื้อรถ แต่สะท้อนว่าไฟแนนซ์ปฏิเสธคำขอมากขึ้นหลังหนี้เสียกลุ่มนี้พุ่งในช่วงก่อนหน้า ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลที่โตเร็วที่สุดคือหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งไม่ได้สร้างรายได้กลับมา

หนี้ประเภทไหนที่คนไทยมีมากที่สุด

จากฝั่งผลสำรวจครัวเรือน หนี้ที่พบมากที่สุดในปี 2569 คือบัตรเครดิต 55.1% ตามด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% โดยหนี้ Buy Now Pay Later (BNPL) อยู่ที่ 14.2%

หนี้ในระบบ เทียบ หนี้นอกระบบ

อีกจุดที่น่าสนใจคือ หนี้ในระบบคิดเป็น 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% โดยสัดส่วนคนที่มีเฉพาะหนี้ในระบบขยับขึ้นเป็น 72% จาก 50.9% ในปี 2568 ส่วนคนที่มีเฉพาะหนี้นอกระบบลดเหลือ 5% จาก 15.4% แนวโน้มนี้ดีในแง่การคุ้มครองลูกหนี้ แต่ยังมีเกือบหนึ่งในสี่ของมูลหนี้ที่อยู่นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยสูงและไม่มีกลไกเจรจาที่ชัดเจน

สถิติหนี้เสีย NPL ล่าสุด และสัญญาณเตือนจาก SML

NPL ทรงตัว แต่ยังสูงเกินหนึ่งล้านล้านบาท

หนี้เสีย หรือ Non-Performing Loans (NPL) คือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน สถิติหนี้เสีย NPL ล่าสุดจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่าสินเชื่อบุคคลธรรมดาที่ค้างเกิน 90 วันมียอด 1.25 ล้านล้านบาท หรือ 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 9.59% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ NPL ในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.70 แสนล้านบาท หรือ 3.25% ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 3.23%

SML คือตัวเลขที่ต้องจับตามากกว่า

สัญญาณเตือนตัวจริงอยู่ที่ Special Mention Loans (SML) หรือหนี้ที่ค้างชำระ 31 ถึง 90 วัน ซึ่งเป็นด่านก่อนกลายเป็นหนี้เสีย เครดิตบูโรรายงานว่า SML มียอด 5.53 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.07% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดกัน จาก 3.51% ในไตรมาสก่อน และ 3.09% ในไตรมาสสามของปี 2568 โดยเพิ่มมากในสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์

เมื่อ NPL ลดแต่ SML เพิ่ม แปลว่ามีลูกหนี้กลุ่มใหม่กำลังเริ่มผ่อนไม่ไหว หากรายได้ไม่ฟื้น กลุ่มนี้จะไหลไปเป็นหนี้เสียในไตรมาสถัดไป

จุดเปราะบางที่คนทำงานต้องระวังในปี 2569

คนรุ่นใหม่อายุ 20 ถึง 35 ปี กลุ่มเสี่ยงอันดับต้น

ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อ้างในบทวิเคราะห์ของ Bnomics ระบุว่าคนไทยอายุ 20 ถึง 35 ปีราว 52.7% มีหนี้ และกลุ่มนี้มีสัดส่วน NPL สูงถึง 27% ขณะที่ผู้ใช้ BNPL ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 30 ปี นี่คือกลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงาน รายได้ยังไม่สูง แต่เข้าถึงเครดิตได้ในไม่กี่คลิก

หนี้ก้อนเล็กที่เกิดถี่ขึ้น

ความเสี่ยงยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่หนี้บ้านหรือรถก้อนเดียว แต่อยู่ที่หนี้ก้อนเล็กหลายก้อนซ้อนกัน บทวิเคราะห์ชี้ว่าแม้ค่าผ่อนแต่ละรายการของ BNPL หรือสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อาจไม่สูง แต่เมื่อเปิดพร้อมกันหลายบัญชี ภาระรวมอาจบานปลายโดยที่ผู้กู้คำนวณไม่ครบ ผ่อนมือถือ 900 บาท ผ่อนของใช้ 600 บาท ขั้นต่ำบัตรอีก 2,000 บาท รวมกันแล้วอาจกินเงินเดือนเกินหนึ่งในสามโดยไม่รู้ตัว

กู้บ้านซ้อนหลายหลัง

สศช. เตือนว่าผู้กู้บางส่วนยื่นขอสินเชื่อบ้านหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้กัน อาศัยช่องว่างที่สถาบันการเงินส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรประมาณเดือนละครั้ง ทำให้ภาระหนี้ล่าสุดยังไม่ปรากฏ และนายหน้าบางรายอาจใช้ช่องนี้เสนอขายหลายหน่วยเพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร ใครที่ถูกชวนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าโดยอ้างว่าค่าเช่าจะจ่ายค่าผ่อนแทนได้ ควรคำนวณกรณีห้องว่างหลายเดือนไว้ด้วย

กู้ในระบบยาก จึงไปหาแหล่งอื่น

เมื่อธนาคารเข้มงวด ครัวเรือนที่ยังต้องใช้เงินอาจหันไปพึ่งโรงรับจำนำ สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือเสี่ยงไปหาหนี้นอกระบบ อีกสัญญาณที่สื่อรายงานคือยอดกดเงินสดจากบัตรเครดิตธนาคารพุ่งขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่าครัวเรือนกำลังขาดสภาพคล่อง

ผลกระทบหนี้ครัวเรือนสูงต่อเศรษฐกิจและชีวิตคนทำงาน

ผลกระทบหนี้ครัวเรือนสูงไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวลูกหนี้ เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ต้องไปจ่ายหนี้ เงินที่เหลือสำหรับจับจ่ายก็น้อยลง ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตเพียง 1.9% ภาระหนี้จึงยิ่งกดกำลังซื้อและการลงทุน ธุรกิจขายได้น้อยลง ก็จ้างงานและขึ้นเงินเดือนได้น้อยลง วนกลับมากระทบคนทำงานอีกรอบ

อีกด้านที่ต้องพูดตรง ๆ คือมาตรการแก้หนี้ที่ผ่านมายังได้ผลจำกัด SCB EIC พบว่าช่วงปี 2562 ถึง 2568 ลูกหนี้ที่เข้าโครงการอย่างคลินิกแก้หนี้และคุณสู้ เราช่วย มีเพียง 23% ของลูกหนี้ NPL ทั้งหมด และในกลุ่มที่เข้าร่วมมีแค่ 15% ที่กลับมาผ่อนได้ตามปกติ อีก 85% ยังมีปัญหา โดย 42% อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี สาเหตุหลักคือรายได้ไม่พอ และหนี้บางประเภทอย่างเช่าซื้อมีค่างวดสูงแต่ระยะผ่อนสั้น

แนวโน้มหนี้ครัวเรือน ธปท. และทิศทางช่วงปลายปี 2569

ตัวเลขคาดการณ์สิ้นปี

ธนวรรธน์ พลวิชัย ประเมินว่าหนี้ครัวเรือนอาจขึ้นไปแตะ 16.5 ถึง 16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 แม้สัดส่วนต่อ GDP อาจลดลงเหลือราว 84% หาก GDP โตได้ 2.5% แต่ไม่ได้แปลว่าปัญหาหนี้คลี่คลาย

ทิศทางนโยบาย

แนวโน้มหนี้ครัวเรือน ธปท. ยังยึดหลัก Responsible Lending ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ให้สถาบันการเงินดูแลลูกหนี้ตลอดวงจรหนี้ ขณะเดียวกัน ดนุชา พิชยนันท์ ระบุว่ามาตรการที่มีอยู่ยังใช้ได้ แต่ต้องปรับเงื่อนไขให้เข้ากับความสามารถในการชำระของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่ง ธปท. และธนาคารพาณิชย์กำลังปรับปรุงอยู่ และ สศช. เสนอให้ศึกษาแนวทาง Personal Debtor Rehabilitation Program ของเกาหลีใต้ ที่ให้ลูกหนี้ปรับแผนผ่านศาลและอาจได้รับการยกเว้นหนี้ส่วนที่เหลือเมื่อทำตามเงื่อนไข

สรุปแนวโน้มคือ ธนาคารจะยังปล่อยกู้รายย่อยอย่างระมัดระวัง คนที่ประวัติดีจะกู้ได้ คนที่เริ่มค้างจะกู้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการรักษาเครดิตในปีนี้สำคัญกว่าที่เคย

วิธีเช็กตัวเองและลงมือทำต่อได้ทันที

คำนวณภาระหนี้ต่อรายได้

เอาค่าผ่อนทุกก้อนต่อเดือน รวมขั้นต่ำบัตรเครดิต BNPL และหนี้ญาติหรือหนี้นอกระบบ หารด้วยรายได้สุทธิต่อเดือน ถ้าเกิน 40% ถือว่าเริ่มตึง ถ้าเกิน 60% คือเขตอันตรายที่เหตุไม่คาดฝันครั้งเดียวก็ทำให้ผิดนัดได้

ตรวจเครดิตบูโรของตัวเอง

ขอรายงานเครดิตได้ผ่านเว็บไซต์เครดิตบูโร หรือแอปธนาคารที่ร่วมบริการ เพื่อดูว่ามีบัญชีไหนเริ่มค้าง หรือมีบัญชีที่ลืมไปแล้วหรือไม่ ถ้าเริ่มค้าง 31 วันขึ้นไปในบัญชีใด ให้รีบคุยกับเจ้าหนี้ก่อนเข้าเกณฑ์ 90 วัน เพราะเงื่อนไขปรับโครงสร้างตอนยังไม่เป็น NPL มักดีกว่า

รู้ช่องทางขอความช่วยเหลือ

ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นหนี้เสียกับหลายเจ้า สมัครรวมหนี้ได้ที่คลินิกแก้หนี้ by SAM ส่วนการร้องเรียนหรือสอบถามเรื่องการถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม ติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของ ธปท. ที่สายด่วน 1213

หยุดหนี้ก้อนเล็กก่อน

งดเปิด BNPL ใหม่ ปิดบัญชีผ่อนสินค้าที่เหลือน้อยก่อน และจ่ายบัตรเครดิตมากกว่าขั้นต่ำเสมอ การจ่ายขั้นต่ำเป็นวิธีที่ดอกเบี้ยกินเงินต้นนานที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนไทย

หนี้ครัวเรือนไทยปี 2569 อยู่ที่เท่าไร

ข้อมูลล่าสุดจาก สศช. ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 16.41 ล้านล้านบาท คิดเป็น 85.9% ของ GDP และมีการคาดการณ์ว่าอาจแตะ 16.5 ถึง 16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี

ทำไมหนี้ต่อ GDP ลดลง แต่คนยังรู้สึกว่าหนี้หนักขึ้น

เพราะสัดส่วนลดลงจากเศรษฐกิจโตเร็วกว่าหนี้และธนาคารปล่อยกู้น้อยลง ไม่ใช่เพราะคนปลดหนี้ได้ ขณะที่หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนและค่าผ่อนต่อเดือนกลับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

NPL กับ SML ต่างกันอย่างไร

NPL คือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ส่วน SML คือหนี้ที่ค้าง 31 ถึง 90 วัน ปัจจุบัน SML เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าหนี้เสียรอบใหม่อาจตามมา

หนี้ประเภทไหนเสี่ยงที่สุดสำหรับคนทำงาน

หนี้เพื่อการบริโภคที่ไม่สร้างรายได้ โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และ BNPL หลายบัญชีซ้อนกัน รวมถึงการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายหน่วยพร้อมกัน

ถ้าเริ่มผ่อนไม่ไหว ควรทำอะไรก่อน

ติดต่อเจ้าหนี้ขอปรับโครงสร้างหนี้ก่อนค้างเกิน 90 วัน ตรวจเครดิตบูโรของตัวเอง และหากเป็นหนี้เสียบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลหลายเจ้า ให้พิจารณาคลินิกแก้หนี้ หรือโทรปรึกษา ศคง. 1213

แนวโน้มหนี้ครัวเรือนช่วงปลายปี 2569 จะเป็นอย่างไร

คาดว่ายอดหนี้ยังเพิ่มขึ้นช้า ๆ สัดส่วนต่อ GDP อาจลดลงอีกเล็กน้อย แต่คุณภาพหนี้ยังต้องจับตา ธนาคารจะคัดกรองผู้กู้เข้มงวด การรักษาประวัติการชำระจึงสำคัญมาก

สรุป

หนี้ครัวเรือนไทยในปี 2569 ไม่ได้อยู่ในภาวะดีขึ้นอย่างที่ตัวเลขต่อ GDP ชวนให้เข้าใจ หนี้กำลังเปลี่ยนรูปจากก้อนใหญ่ไปเป็นหนี้ก้อนเล็กที่ถี่ขึ้น กระจุกอยู่กับคนรุ่นใหม่และคนรายได้น้อย และมีหนี้ค้างชำระระยะต้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่คนทำงานทำได้เองตั้งแต่วันนี้คือ คำนวณภาระหนี้ต่อรายได้ เช็กเครดิตบูโร หยุดเพิ่มหนี้ก้อนเล็ก และคุยกับเจ้าหนี้ทันทีที่เริ่มสะดุด ข้อมูลในบทความนี้เป็นไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล

Tags: หนี้ครัวเรือนไทย, สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย 2569, โครงสร้างหนี้ครัวเรือนไทย, สถิติหนี้เสีย NPL ล่าสุด, ผลกระทบหนี้ครัวเรือนสูง, แนวโน้มหนี้ครัวเรือน ธปท., หนี้ครัวเรือน 2569, หนี้เสีย SML, หนี้บัตรเครดิต, BNPL, คลินิกแก้หนี้, เครดิตบูโร, สศช., ธนาคารแห่งประเทศไทย