อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่คุณจ่ายให้ธนาคารทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ หรือเงินกู้ส่วนบุคคล ล้วนขยับตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำหนด ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคลื่อนตัวครบหนึ่งวัฏจักรเต็ม จากช่วงนิ่งยาว ลงไปต่ำสุดในยุคโควิด ขึ้นไปสูงสุดในรอบทศวรรษ แล้วกลับลงมาอีกครั้งในปี 2569 บทความนี้สรุปประวัติดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารแบบตรงไปตรงมา พร้อมตัวเลขค่างวดจริง เพื่อให้คุณเอาไปวางแผนผ่อนหนี้หรือรีไฟแนนซ์ได้เอง
ดอกเบี้ยนโยบายกับดอกเบี้ยเงินกู้ เชื่อมกันอย่างไร
ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร
ดอกเบี้ยนโยบายคืออัตราที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้เป็นสัญญาณกำหนดต้นทุนเงินในระบบ กนง. ประชุมปีละ 8 ครั้งเพื่อตัดสินว่าจะขึ้น ลด หรือคงดอกเบี้ย โดยดูเงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงินประกอบกัน ผลการประชุมทุกครั้งเผยแพร่ที่หน้าข่าว กนง. ของ ธปท.
MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร
ธนาคารพาณิชย์นำต้นทุนเงินไปตั้งอัตราอ้างอิงของตัวเอง 3 ตัว ได้แก่ Minimum Retail Rate (MRR) คือดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี Minimum Loan Rate (MLR) คือดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้มีระยะเวลา และ Minimum Overdraft Rate (MOR) คือดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชี สำหรับคนทั่วไป ตัวที่สำคัญที่สุดคือ MRR เพราะสินเชื่อบ้านในไทยเกือบทั้งหมดคิดดอกเบี้ยลอยตัวแบบ MRR ลบส่วนลดหลังพ้นโปรโมชัน 3 ปีแรก ตัวเลข MRR จึงเป็นตัวกำหนดค่างวดตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป
ประวัติดอกเบี้ยนโยบาย 10 ปี แบ่งเป็น 4 ช่วงวัฏจักร
ตารางด้านล่างสรุปจุดเปลี่ยนสำคัญของดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน
| ช่วงเวลา | ดอกเบี้ยนโยบาย | บริบทหลัก |
|---|---|---|
| 2559 ถึง พ.ย. 2561 | 1.50% | ช่วงนิ่งยาว เศรษฐกิจโตปานกลาง |
| ธ.ค. 2561 | 1.75% | ขึ้นครั้งแรกในรอบหลายปี |
| ส.ค. ถึง พ.ย. 2562 | 1.50% แล้ว 1.25% | สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีนรอบแรก |
| ก.พ. ถึง พ.ค. 2563 | 1.00% แล้ว 0.75% แล้ว 0.50% | วิกฤตโควิด 19 |
| ส.ค. 2565 ถึง ก.ย. 2566 | ขึ้นต่อเนื่อง 8 ครั้ง จนถึง 2.50% | เงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยขาขึ้น |
| ต.ค. 2567 ถึง ธ.ค. 2568 | ลดเป็นขั้น จาก 2.25% ถึง 1.25% | เศรษฐกิจชะลอ ภาษีสหรัฐฯ |
| ก.พ. 2569 ถึงปัจจุบัน | 1.00% | ผ่อนคลายต่อ บรรเทาภาระหนี้ |
ช่วงที่ 1 ปี 2559 ถึง 2562 ดอกเบี้ยนิ่งยาว
ดอกเบี้ยนโยบายค้างอยู่ที่ 1.50% ตั้งแต่ปี 2558 ยาวจนถึงปลายปี 2561 ก่อน กนง. ขึ้นเป็น 1.75% เมื่อเดือนธันวาคม 2561 เพื่อสะสมขีดความสามารถในการรับมือ แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องลดกลับ เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอจากสงครามการค้า จนเหลือ 1.25% ปลายปี 2562 ในช่วงนี้ MRR ของธนาคารใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพอยู่ราว 6.50%
ช่วงที่ 2 ปี 2563 ถึง 2565 ดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
เมื่อโควิด 19 ระบาด กนง. ลดดอกเบี้ย 3 ครั้งติดกันในปี 2563 จนเหลือ 0.50% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ธปท. ยังลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารจึงลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามได้มาก ตัวอย่างเช่นธนาคารกรุงเทพลด MRR จาก 6.50% เหลือ 6.10% มีผลตั้งแต่ 10 เมษายน 2563 และธนาคารกรุงไทยลด MLR MOR และ MRR ลงอย่างละ 0.40% ในวันเดียวกัน นี่คือยุคที่สินเชื่อบ้านถูกที่สุดในรอบทศวรรษ
ช่วงที่ 3 ปี 2565 ถึง 2567 ดอกเบี้ยขาขึ้น
หลังโควิด ราคาพลังงานและอาหารทั่วโลกพุ่ง ธนาคารกลางหลักเร่งขึ้นดอกเบี้ย กนง. เริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 และขึ้นต่อเนื่องทีละ 0.25% จนแตะ 2.50% เมื่อเดือนกันยายน 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 10 ปี และคงไว้ยาวกว่าหนึ่งปี ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารจึงขึ้นไปสูงสุดในช่วงนี้ ตัวอย่างชัดที่สุดคือธนาคารกรุงไทย ซึ่งก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 มี MRR อยู่ที่ 7.570% และ MOR อยู่ที่ 7.520%
ช่วงที่ 4 ปี 2567 ถึง 2569 ดอกเบี้ยขาลง
กนง. เริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนตุลาคม 2567 จาก 2.50% เป็น 2.25% แล้วลดต่อในปี 2568 เป็นขั้น ๆ จนถึงเดือนธันวาคม เมื่อ สักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง. แถลงว่าคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% โดยมีผลทันที จากนั้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กนง. ลดอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.00% ด้วยมติ 4 ต่อ 2 เสียง เพื่อหนุนการฟื้นตัวและบรรเทาภาระหนี้ ซึ่งผิดจากที่ตลาดคาด
สถิติดอกเบี้ย MRR MLR ย้อนหลังและระดับล่าสุดปี 2569
ธนาคารลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามรอบล่าสุดเท่าไร
หลังการลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารใหญ่ทยอยประกาศลด MRR MLR MOR โดยส่วนใหญ่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 เช่นธนาคารกรุงไทยลด MOR เหลือ 6.270% MLR เหลือ 6.300% และ MRR เหลือ 6.845% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ลด MRR เหลือ 6.575%
ข้อสังเกตสำคัญคือ ธนาคารไม่ได้ลดเต็มเท่าดอกเบี้ยนโยบาย รายงานของ THE STANDARD พบว่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ส่วนใหญ่ลดดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 0.05% ถึง 0.15% ต่ำกว่าที่ กนง. ลด 0.25% ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความอัปเดตดอกเบี้ยเงินกู้หลัง กนง. ลดเหลือ 1%
เปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินกู้ย้อนหลังของธนาคารใหญ่
ข้อมูลที่รวบรวมจากสถิติของ ธปท. ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 ระบุว่าค่ากลางของธนาคารใหญ่ 6 แห่งที่ปล่อยสินเชื่อบ้านเป็นหลัก อยู่ที่ MRR 6.63% MLR 6.43% และ MOR 6.36% โดยรายธนาคารมีดังนี้ธนาคารกรุงเทพ MRR 6.50% ธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรไทย 6.58% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 6.67% ธนาคารกรุงไทย 6.84% และธนาคารทหารไทยธนชาต 7.11%
เมื่อเปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินกู้ย้อนหลัง MRR ของธนาคารกรุงไทยลดจากจุดสูงสุด 7.570% มาเหลือ 6.845% หรือลดลงราว 0.73% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายลดจาก 2.50% เหลือ 1.00% หรือ 1.50% ในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่าการส่งผ่านดอกเบี้ยขาลงไปถึงผู้กู้รายย่อยไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ใครอยากดูตัวเลขรายวันย้อนหลังทุกธนาคาร เข้าไปที่หน้าสถิติอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. หรือกราฟ MRR MLR MOR ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560 ของ newbaan
ดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลอย่างไร และขาลงช่วยเราได้แค่ไหน
ผลต่อค่างวดสินเชื่อบ้าน ตัวเลขจริง
สมมติกู้บ้าน 3,000,000 บาท ผ่อน 30 ปี ที่อัตรา MRR ลบ 1.75% กับธนาคารกรุงไทย
ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น เมื่อ MRR อยู่ที่ 7.570% ดอกเบี้ยจริงคือ 5.82% ค่างวดประมาณ 17,641 บาทต่อเดือน
ปัจจุบัน MRR อยู่ที่ 6.845% ดอกเบี้ยจริงคือ 5.095% ค่างวดประมาณ 16,279 บาทต่อเดือน
ต่างกันราว 1,362 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 16,300 บาทต่อปี นี่คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมว่าดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลอย่างไรต่อเงินในกระเป๋า และถ้าย้อนไปยุคโควิดที่ MRR ธนาคารใหญ่ต่ำราว 6.10% ค่างวดก้อนเดียวกันจะเหลือเพียงราว 14,934 บาท
ผลต่อสินเชื่อประเภทอื่น
สินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยลอยตัวอิง MRR หรือ MLR เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อ SME และวงเงินเบิกเกินบัญชี จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา และบัตรเครดิตกับสินเชื่อส่วนบุคคลมีเพดานดอกเบี้ยตามประกาศ ธปท. จึงแทบไม่ขยับตามวัฏจักร กล่าวคือ ถ้าหนี้ส่วนใหญ่ของคุณเป็นบัตรเครดิต การลดดอกเบี้ยนโยบายแทบไม่ช่วยอะไร
ผลต่อเงินฝาก
ด้านกลับของดอกเบี้ยขาลงคือดอกเบี้ยเงินฝากลดลงด้วย และมักลดเร็วกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ คนที่พึ่งดอกเบี้ยเงินฝากเป็นรายได้ เช่น ผู้เกษียณ ควรพิจารณาทางเลือกอื่นที่ความเสี่ยงเหมาะกับตัวเอง
แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. ช่วงที่เหลือของปี 2569
กนง. คงดอกเบี้ยต่อเนื่อง 3 รอบ
หลังลดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ กนง. คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% มาตลอด ล่าสุดในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ก่อนหน้านั้น ดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. แถลงเมื่อเดือนมิถุนายนว่ากนง. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็นโต 2.3% จากเดิม 1.5% แต่ลดประมาณการปี 2570 เหลือ 1.8% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์
เงินเฟ้อคือตัวแปรที่ต้องจับตา
ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ยังไม่ลดต่อคือเงินเฟ้อกนง. คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 จะเฉลี่ย 2.8% และ 1.4% ตามลำดับ โดยช่วงที่เหลือของปี 2569 จะสูงกว่ากรอบเป้าหมายจากการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ภาพนี้ต่างจากปลายปี 2568 ที่ กนง. ยังต้องจับตาความเสี่ยงเงินฝืดอยู่
สรุปแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. คือ ดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวที่ 1.00% ในระยะใกล้ โอกาสลดเพิ่มมีจำกัดเพราะเงินเฟ้อสูงขึ้น และโอกาสขึ้นก็ต่ำเพราะเศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง ผู้กู้จึงไม่ควรรอให้ดอกเบี้ยลดลงอีกมากเป็นแผนหลัก
ผู้กู้ควรทำอะไรต่อ เช็กลิสต์ลงมือได้ทันที
ตรวจสัญญาเงินกู้ของตัวเอง
ดูว่าสินเชื่อของคุณคิดดอกเบี้ยแบบคงที่หรือลอยตัว อิง MRR หรือ MLR และลบส่วนลดเท่าไร จากนั้นเช็ก MRR ปัจจุบันของธนาคารคุณ เพื่อคำนวณดอกเบี้ยจริงที่จ่ายอยู่
พิจารณารีไฟแนนซ์หรือรีเทนชัน
ถ้าผ่อนบ้านพ้น 3 ปีแรกแล้ว ดอกเบี้ยลอยตัวของคุณอาจสูงกว่าโปรโมชันของธนาคารอื่นหลายเท่า ลองขอรีเทนชันกับธนาคารเดิมก่อน เพราะค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า แล้วค่อยเทียบกับข้อเสนอรีไฟแนนซ์ โดยคิดรวมค่าจดจำนอง ค่าประเมิน และค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนดด้วย
ทดสอบค่างวดที่ดอกเบี้ยสูงกว่าวันนี้
วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดจากวัฏจักรดอกเบี้ยคือ ลองคำนวณค่างวดที่ดอกเบี้ยสูงกว่าปัจจุบันสัก 1% ถ้ายังจ่ายไหว แปลว่าคุณรับมือดอกเบี้ยขาขึ้นรอบหน้าได้ ถ้าจ่ายไม่ไหว ควรโปะเงินต้นเพิ่มในช่วงดอกเบี้ยต่ำอย่างตอนนี้
ใช้ช่วงดอกเบี้ยต่ำให้คุ้ม
เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงแต่ค่างวดเดิมยังตั้งไว้ที่ระดับเก่า ส่วนต่างจะไปตัดเงินต้นมากขึ้น ถ้าธนาคารลดค่างวดให้อัตโนมัติ ลองขอคงค่างวดเดิมไว้ จะช่วยให้ปิดหนี้เร็วขึ้นหลายปี
คำถามที่พบบ่อย
ดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดปี 2569 อยู่ที่เท่าไร
อยู่ที่ 1.00% ต่อปี หลัง กนง. ลดลงเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 และคงไว้ในการประชุมเดือนเมษายน มิถุนายน และสิงหาคม
ดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดและต่ำสุดในรอบ 10 ปีคือเท่าไร
ต่ำสุดคือ 0.50% ในช่วงโควิด 19 ปี 2563 ถึง 2565 และสูงสุดคือ 2.50% ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ถึงกันยายน 2567
ทำไม กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% แต่ธนาคารลดเงินกู้ให้น้อยกว่า
ธนาคารพิจารณาต้นทุนเงินฝาก ความเสี่ยงหนี้เสีย และส่วนต่างกำไรประกอบกัน รอบล่าสุดธนาคารส่วนใหญ่ลดเพียง 0.05% ถึง 0.15% และแต่ละธนาคารลดไม่เท่ากัน จึงควรเช็กประกาศของธนาคารตัวเอง
MRR ต่ำที่สุดแปลว่าธนาคารนั้นดีที่สุดหรือไม่
ไม่เสมอไป เพราะแต่ละธนาคารให้ส่วนลดจาก MRR และคิดค่าธรรมเนียมต่างกัน ต้องเทียบดอกเบี้ยจริงหลังหักส่วนลด และดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกประกอบกัน
ดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลอย่างไรกับคนที่ผ่อนดอกเบี้ยคงที่
ถ้าอยู่ในช่วงดอกเบี้ยคงที่ ค่างวดจะไม่เปลี่ยน แต่เมื่อพ้นช่วงนั้นและเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ค่างวดจะสะท้อน MRR ณ เวลานั้นทันที
ควรรีไฟแนนซ์ตอนนี้หรือรอให้ดอกเบี้ยลดอีก
เมื่อ กนง. ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อสูงขึ้น การรอจึงมีต้นทุน หากผ่อนพ้น 3 ปีแล้วและส่วนต่างดอกเบี้ยคุ้มกับค่าธรรมเนียม การรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชันตอนนี้มักคุ้มกว่า
สรุป
ประวัติดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารในรอบ 10 ปีสอนว่า ดอกเบี้ยไม่เคยอยู่นิ่ง จากยุคนิ่งยาว 1.50% ลงไปต่ำสุด 0.50% ขึ้นไป 2.50% แล้วกลับมาที่ 1.00% และทุกครั้งที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขยับ ค่างวดบ้านก้อน 3 ล้านบาทเปลี่ยนได้ถึงหลักพันบาทต่อเดือน สิ่งที่ผู้กู้ควบคุมได้คือ รู้ว่าสัญญาตัวเองอิงอะไร เปรียบเทียบข้อเสนอทุกครั้งที่พ้นโปรโมชัน และใช้ช่วงดอกเบี้ยต่ำตัดเงินต้นให้มากที่สุด ข้อมูลในบทความนี้เป็นไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล
Tags: อัตราดอกเบี้ยเงินกู้, ดอกเบี้ยนโยบาย, เปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินกู้ย้อนหลัง, สถิติดอกเบี้ย MRR MLR ย้อนหลัง, แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย ธปท., ดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลอย่างไร, ประวัติดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร, กนง., MRR 2569, ดอกเบี้ยบ้าน, รีไฟแนนซ์บ้าน, ธนาคารแห่งประเทศไทย

เสธ.การเงิน คือนามปากกาของอดีตข้าราชการและนักวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ ผู้มีมุมมองว่าหลักการสร้างความมั่นคงของชาติกับการบริหารความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคลนั้นขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์เดียวกัน เขาจึงก่อตั้ง Wealth4Freedom ขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ กลยุทธ์การวางแผนการเงิน และการลงทุนที่รัดกุม แม่นยำ เปรียบเสมือนการวางแผนรบในสมรภูมิเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ทุกคนบริหารจัดการทรัพยากร ปลดพันธนาการหนี้สิน และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างยั่งยืน